สมองไม่แล่นเพราะน้ำตาลตกจริงไหม? หลายคนที่เริ่มลดของหวาน หรือพยายามงดน้ำตาลอาจเคยเจอโมเมนต์แบบนี้ ทำงานอยู่ดี
ๆ ก็คิดอะไรไม่ค่อยออก โฟกัสงานยากขึ้น อารมณ์เริ่มแกว่ง ทั้งยังหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็ก ๆ
จนกลายเป็นวลีแซวกันเล่น ๆ ว่า “ช่วงนี้งดน้ำตาล วีนฉ่ำ” ทั้งที่ตั้งใจดูแลสุขภาพแท้ ๆ
แต่ทำไมพอพยายามเลี่ยงของหวาน กลับรู้สึกเหมือนพลังงานในหัวหายไป?
ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะน้ําตาลจําเป็นต่อสมองมากกว่าที่หลายคนคิด การทำความเข้าใจกลไกของสมอง รวมถึงลองเช็คอายุสมองของตัวเอง
อาจช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตกำลังส่งผลต่อสมองของเราอย่างไร
ไม่กินน้ำตาลทำไมหงุดหงิด เมื่อสมองกำลังปรับตัวต่อการลดของหวาน
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสามารถกระตุ้น Dopaminergic System ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
Brain Reward System ทำให้เกิดการหลั่งโดปามีน (Dopamine) ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจและแรงจูงใจ (Liu &
Bohórquez, 2022) นอกจากนี้ การศึกษาจาก Max Planck Institute for Metabolism Research ยังพบว่า
สมองสามารถตอบสนองต่ออาหารที่มีน้ำตาลด้วยการหลั่งโดปามีนได้อย่างรวดเร็ว
แม้อาหารจะยังไม่ถูกย่อยหรือเข้าสู่กระเพาะอาหารก็ตาม (Thanarajah et al., 2019)
ดังนั้น เมื่อคนที่เคยบริโภคน้ำตาลเป็นประจำเริ่มลดของหวานหรืองดน้ำตาลอย่างรวดเร็ว การกระตุ้นของ Brain Reward
System อาจลดลงชั่วคราว ประกอบกับการที่สมองต้องพึ่งพากลูโคสเป็นพลังงานหลัก
หากระดับพลังงานลดลงเร็วเกินไปในช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัว ร่างกายก็จะส่งสัญญาณดังต่อไปนี้
- Brain Fog หรืออาการสมองตื้อ สมองไม่แล่น คิดช้าลง
- สมาธิลดลง โฟกัสงานยากขึ้น
- อารมณ์แปรปรวน หรือหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ
- การตัดสินใจช้าลง คิดวิเคราะห์ได้ไม่เต็มที่
จากอารมณ์หงุดหงิดในช่วงงดน้ำตาลสู่ความเครียดที่ส่งผลต่อสมอง
นอกจากนี้ในช่วงที่ลดของหวานหรือเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ร่างกายอาจเข้าสู่ภาวะเครียดได้ง่ายขึ้น ซึ่งภาวะนี้สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองหลายส่วน
โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และความจำ
- สมองส่วนควบคุมเหตุผลทำงานลดลง (Prefrontal Cortex): เมื่ออยู่ในภาวะเครียดหรือหงุดหงิด
สมองส่วนที่ใช้คิด วิเคราะห์ และควบคุมอารมณ์จะทำงานลดลง ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น - สมองส่วนอารมณ์ตอบสนองไวขึ้น (Amygdala): ศูนย์ประมวลผลอารมณ์ของสมองจะทำงานเด่นขึ้น
ทำให้ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแรงกว่าปกติ หรือรู้สึกหงุดหงิดง่าย - สมาธิและความจำลดลง เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง Cortisol สูง อาจกระทบต่อ
Hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ ส่งผลให้สมาธิลดลง หรือจำข้อมูลได้ยากขึ้น
สมองเสียสมดุล อารมณ์และความคิดก็เปลี่ยนไป
ลองตรวจสุขภาพสมองของคุณกับ CogMate™
หยุดก่อน! ถ้าคุณกำลังคิดว่าสมองไม่แล่น เลยต้องกินของหวานเพิ่ม

บางคนอาจเข้าใจว่าในเมื่อน้ําตาลจําเป็นต่อสมอง หากงดน้ำตาลอย่างรวดเร็วจะทำให้สมองไม่แล่นและรู้สึกหงุดหงิดง่าย
จึงเลือกทำในทางตรงกันข้ามคือรับประทานของหวานในปริมาณมากเพื่อให้รู้สึกสดชื่นหรือคิดงานได้ดีขึ้น
ซึ่งงานวิจัยด้านโภชนาการและประสาทวิทยาหลายชิ้นก็พบว่า
การได้รับกลูโคสในปริมาณเล็กน้อยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความจำและการประมวลผลข้อมูลในระยะสั้นได้
โดยเฉพาะในช่วงที่สมองต้องใช้พลังงานสูง (Benton & Parker, 1998; Messier, 2004)
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น
เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
และลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน (Sugar Spike -> Sugar Crash) เมื่อระดับน้ำตาลลดลง สมาธิ พลังงานทางสมอง
และอารมณ์ก็อาจลดลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่สมองต้องการจริง ๆ จึงไม่ใช่ “ความหวานจัด” แต่เป็นพลังงานที่เสถียร
เพื่อช่วยรักษาระดับกลูโคสในเลือดให้สมดุล และเป็นวิธีการดูแลสมองให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า
งดน้ำตาลแบบค่อยเป็นค่อยไป ทางเลือกที่ช่วยสมองปรับตัวได้ดีกว่า
การงดน้ำตาลเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ แต่การลดของหวานแบบหักดิบทันที อาจทำให้ร่างกายและสมองปรับตัวไม่ทัน
โดยเฉพาะในคนที่เคยบริโภคน้ำตาลเป็นประจำ เพราะแม้สมองจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 2% ของร่างกาย
แต่กลับใช้พลังงานถึงราว 20% ของพลังงานทั้งหมดในร่างกาย เมื่อระดับกลูโคส (Glucose)
ลดลงเร็วกว่าที่ร่างกายคุ้นเคยในช่วงแรก จึงอาจทำให้รู้สึกสมองไม่แล่น พลังงานตก หรือโฟกัสงานได้ยากได้
ดังนั้นการค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินและเลือกแหล่งพลังงานที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้สมองปรับตัวได้ดีกว่า
การงดน้ำตาลทีละน้อย เช่น ลดความหวานของเครื่องดื่มหรือขนมที่ทานเป็นประจำ
จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ง่ายกว่า และลดโอกาสเกิดอาการพลังงานตกหรืออารมณ์แกว่งในช่วงแรก
อาหารอย่าง ข้าวกล้อง ธัญพืช มันเทศ หรือขนมปังโฮลวีต
จะปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดช้ากว่าน้ำตาลทั่วไป ทำให้ระดับพลังงานของสมองคงที่มากกว่า
และช่วยลดโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลพุ่งและตกเร็ว
หากต้องการความหวาน ควรเลือกจากอาหารที่มีสารอาหารร่วมด้วย เช่น ผลไม้ นม หรือโยเกิร์ต
ซึ่งมีใยอาหาร โปรตีน หรือวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมพลังงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยทั่วไป ระดับน้ำตาลในเลือดที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 70-99 mg/dL ขณะอดอาหาร
และไม่ควรเกินประมาณ 140 mg/dL หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง
ซึ่งเป็นช่วงที่ช่วยให้สมองได้รับพลังงานเพียงพอและทำงานได้ตามปกติ (American Diabetes
Association)
สรุปแล้ว อาการอย่างสมองไม่แล่น หรือหงุดหงิดง่ายที่หลายคนพบในช่วงงดน้ำตาลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
เพราะร่างกายและสมองกำลังปรับตัว ดังนั้นการค่อย ๆ ลดอย่างเหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการหักดิบ
เพื่อลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายและสมองจากการงดน้ำตาลแบบเฉียบพลัน หากคุณต้องการลดของหวานเพื่อสุขภาพ
ลองเริ่มจากการปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมหมั่นสังเกตสัญญาณของสมองตัวเอง
และหากอยากรู้ว่าสมองของคุณกำลังทำงานได้ดีแค่ไหน ก็สามารถเริ่มต้นตรวจเช็กได้ง่าย ๆ ด้วยแบบทดสอบอายุสมอง จาก CogMate™
ดูแลสุขภาพกายด้วยความเข้าใจ
ดูแลสุขภาพสมองด้วยแบบทดสอบอายุสมองจาก CogMate™